(123)456 7890 demo@coblog.com

เรื่องเล่าสยองขวัญ อาถรรพ์ผียอดหวายในแดนดงดิบที่รัฐฉาน

เรื่องเล่าสยองขวัญ อาถรรพ์ผียอดหวายในแดนดงดิบที่รัฐฉาน

เรื่องเล่าสยองขวัญ อาถรรพ์ผียอดหวายในแดนดงดิบที่รัฐฉาน

ผียอดหวายใน ดินแดนดงดิบ คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับปู่ฮวดของผม ในคราที่ต้องเข้าไปซื้อช้างงานกับคณะปางไม้ในเขตรัฐฉาน ประเทศพม่า โดยเหตุการณ์ดังกล่าวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ต้องเจอกับตัวสางดงที่ไซยะบุรี ราวๆ 3ปี ถ้านับระยะห่างจากช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ราวๆ 6ปี โดยประมาณ


            รถจิ๊บสีเทาแล่นมาจอดที่ท่ารถในตัวเมืองแพร่ โดยมีคุณอนุวัฒน์เป็นคนขับ และมีอาลี่ผู้เป็นภรรยาซึ่งหล่อนได้นั่งอยู่ข้างๆกับลูกชายที่เกิดจากคุณอนุวัฒน์ วัยราวๆ 3ขวบเศษ ในเวลานี้อาลี่หล่อนก็กำลังอุ้มท้องลูกคนที่สองได้ราวๆ 7เดือน โดยใกล้จะถึงกำหนดคลอดเต็มทีแล้ว ในปีนี้หล่อนนั้นมีอายุย่างเข้า 20ปี ซึ่งก็ถือได้ว่าเต็มเนื้อสาวแล้ว ซึ่งตลอดเวลานั้น อาลี่ได้ทำหน้าที่ของภรรยาที่ดีของคุณอนุวัฒน์ มิขาดตกบกพร่องประการใดเลย  ถ้าตามที่จดหมายเขียนบอกไว้ เจ้าชาติมันก็น่าจะมาถึงตั้งนานแล้วนะ มันบอกว่าจะขึ้นรถออกจากพระนคร ในเที่ยวรถบัสตอนเช้ามืด คุณอนุวัฒน์เอ่ยขึ้นเบาๆ  

เอาเป็นว่า เราเดินไปหาซื้อของกินตรงโน้นเถอะ ลี่คอแห้งอยากกินน้ำแล้ว ไปหาซื้อน้ำเก็กฮวยกินดีกว่า อาลี่เอ่ยบอกคุณอนุวัฒน์ผู้เป็นสามี แล้วคุณอนุวัฒน์ก็ได้จูงมือลูกชายตัวเล็ก พร้อมกับเดินประคองอาลี่ ที่กำลังท้องแก่ไปยังร้านค้าชำ ที่มีทั้งของแห้ง และอาหารทั่วๆไป ที่ต่างขายกันอยู่เรียงรายในท่ารถโดยสารของเมืองแพร่  ในขนะที่ทั้งคู่กำลังซื้อน้ำเก็กฮวยใส่น้ำแข็งบด และซื้อไส้กรอกหมูย่างอยู่นั้น ในทันใดนั้น อ้าว อาวัฒน์ สวัสดีครับ มารอผมนานหรือยังครับ ชายหนุ่มผิวขาวหน้าตาดี สะพายเป้ ยกมือขึ้นไหว้คุณอนุวัฒน์ แล้วมองมาทางด้านอาลี่แบบทำหน้างงๆ  อ่อ มาถึงได้สักพักเอง

ยังไม่นานหรอก ว่าแต่แกเถอะเจ้าชาติ มาถึงนานหรือยังหล่ะ คุณอนุวัฒน์รีบเอ่ยถามหลานชายทันที เพิ่งจะลงรถโดยสารเมื่อกี้เองครับอา  แล้วใครกันครับที่มากับอาวัฒน์ คุณเด่นชาติเอ่ยถามชายผู้เป็นอาอย่างสงสัย  แกไม่กลับบ้านมาหลายปี แกไม่รู้ละซิ เด็กชายคนนี้ก็ลูกชายอา ส่วนแม่หญิงนี้ก็เป็นเมียใหม่อา เธอชื่ออาลี่เป็นคนไทลื้อ บ้านอยู่ลาว เมืองไซยะบุรี รู้จักกันตอนที่อาไปล้มไม้สักที่โน่น  

เรียกอาสะใภ้แกว่าอาลี่ก็ได้ อายุหล่อนยังจะอ่อนกว่าแกซัก 3-4ปีละมั้ง  สวัสดีครับอาสะใภ้ คุณเด่นชาติรีบยกไหว้อาลี่ทันที  อาลี่ยกมือไหว้ตอบคุณเด่นชาติทันทีเช่นกัน แล้วทั้งหมดต่างขึ้นรถจิ๊บคันนั้นเพื่อเดินทางกลับมายังบ้านที่เด่นชัย  โดยที่คุณเด่นชาตินั่งอยู่ที่เบาะหลังละเลงกินไส้กรอกหมูอย่างไม่บันยะบันยัง ด้วยอารมภ์หิวโซ แล้วรถจิ๊บก็ได้แล่นกลับมาถึงยังบ้านที่เด่นชัย ซึ่งก็คือบ้านของพ่อเลี้ยงพัฒนา และแม่เลี้ยงแสงจันทร์ ผู้เป็นบิดามารดาของคุณเด่นชาตินั่นเอง
           

คุณเด่นชาติเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของบุคคลทั้งสอง แต่ยังมีพี่สาวอีก 2คน โดยที่ลูกสาวทั้ง 2คนนั้นรับราชการอยู่ทางเขตภาคกลางของประเทศ ดังนั้น คุณเด่นชาติจึงเป็นบุตรเพียงคนเดียว ของพ่อเลี้ยงพัฒนาและแม่เลี้ยงแสงจันทร์ ที่จะต้องมาดูแลกิจการสัมปทานปางไม้และโรงเลื่อยแปรรูป รวมถึงงานไร่ส้มสายน้ำผึ้ง ในไร่แสงจันทร์ โดยที่พ่อเลี้ยงพัฒนาได้ส่งจดหมายให้คุณเด่นชาติรีบกลับยังบ้าน

เพราะหลังจากที่เขาเรียนจบชั้นปริญญาตรีด้านอุตสาหกรรมศิลป์แล้ว ก็เทียวเตร่ดเตร่ทำงานไม่เป็นโล้เป็นพาย อยู่ในเมืองพระนครมาหลายปีแล้ว งานทุกอย่างของพ่อเลี้ยงพัฒนา จึงมีแต่คุณอนุวัฒน์ ผู้เป็นน้องชายเท่านั้น ที่เป็นมือเป็นเท้าให้ในทุกๆเรื่อง
         

ที่โต๊ะอาหารเย็นในบ้านพ่อเลี้ยงพัฒนาในตอนเย็นของวันนั้นเอง ที่โต๊ะมื้อค่ำอันประกอบไปด้วย พ่อเลี้ยงพัฒนา แม่เลี้ยงแสงจันทร์ คุณอนุวัฒน์ คุณเด่นชาติ และอาลี่ โดยมีป้าทองแม่บ้านสูงวัยจัดเตรียมข้าวปลาอาหารให้ทุกๆคน  เจ้าชาติ ที่พ่อให้เอ็งกลับบ้านมานี้เอ็งก็พอจะรู้นะ ว่าพ่อมีงานให้แกทำ พ่อเลี้ยงพัฒนาเอ่ยบอกลูกชายเบาๆ ก่อนตักข้าวใส่ปากคำโต อาวัฒน์ก็อยู่ดูแลให้อยู่แล้ว พ่อจะตามผมมาทำไมครับ คุณเด่นชาติเอ่ยถามกลับผู้เป็นบิดา  บ๊ะ จะให้อาวัฒน์แกลำบากตรากตรำ

ช่วยทำงานไปถึงไหนวะ สัปดาห์หน้าอาแกกับอาสะใภ้ จะเดินทางไปอยู่บ้านที่เชียงดาว ไปอยู่ดูแลปู่ย่าแกแล้ว ไร่สวนที่เชียงใหม่ ที่ปู่ย่าของแกยกให้อาวัฒน์แก มันไม่มีคนดูแล

ปล่อยเขาเช่าทำมาเป็น 10ปี อีกอย่างปู่ย่าเอ็งก็แก่แล้ว พ่ออยากให้เจ้าวัฒน์กับเมียมันไปดูแลหน่อย ป้าเอ็งอีกคนก็รับราชการแต่งงานอยู่ภาคกลาง เห็นแต่จะมีแต่เจ้าวัฒน์นี่แหล่ะ พ่อเลี้ยงพัฒนาเอ่ยบอกลูกชายหน้าเคร่ง แกกลับมาทำงานที่บ้านหน่ะดีแล้วเจ้าชาติ พ่อแกก็แก่แล้ว มาหัดเรียนรู้งานไว้ อีกหน่อยมันก็เป็นของแก คุณอนุวัฒน์เอ่ยบอกหลานชายเสียงเรียบก่อนตักข้าวเข้าปาก ว่าแต่พ่อจะให้ผมทำอะไรครับ ถึงเขียนจดหมายให้ผมรีบกลับมาด่วน คุณเด่นชาติเอ่ยถามพ่อเลี้ยงพัฒนาขณะที่ปากยังเคี้ยวข้าวอยู่

  พ่อว่าจะให้แกขึ้นไปเอาช้างงานที่เมืองตองยีหน่อย พอดีพ่อตกลงซื้อช้างงานที่รัฐฉานไว้ 10เชือก กะว่าจะให้แกขึ้นไปรับมาซักหน่อย ตกลงกันไว้ สิบตัวบวกค่าขนย้ายก็ราคา 20หมื่น พ่อทำสัมปทานไม้ไว้ที่แม่สะเรียง ว่าจะเริ่มงานล้มไม้ราวๆปลายเดือนหน้า เช่าช้างงานจากปางช้างเห็นทีคงไม่ไหว มันคิดราคาเช่าหนักเอาการอยู่ เพราะงานไม้เที่ยวนี้เราต้องใช้เวลาทำงานนานหน่อย  พ่อเลี้ยงพัฒนากล่าวบอกลูกชายอย่างละเอียด

แล้วช้างงานเก่าๆของเรา ที่ใช้งานอยู่มันไปไหนหมดละครับ คุณเด่นชาติเอ่ยถามกลับบิดา  ก็ลองถามอาวัฒน์แกเอาเองก็แล้วกัน พ่อเลี้ยงพัฒนาเอ่ยบอกลูกชายเสียเรียบ อาวัฒน์ครับ ช้างงานของเราไปไหนหมด คุณเด่นชาติรีบเอ่ยถามผู้เป็นอาทันที   เอ่อ คือว่า เอ่อ  คุณอนุวัฒน์ออกอาการอ้ำๆอึ้งๆ

จนแม่เลี้ยงแสงจันทร์ที่นั่งอยู่ในวงข้าวถึงกับออกอาการหัวเราะ  เอาเป็นว่าเดี๋ยวพ่อเป็นคนเล่าแกเองก็ได้ พ่อเลี้ยงพัฒนารีบเอ่ยตัดบท เรื่องมันก็มีอยู่ว่า ช้างงานที่ปางไม้เราใช้ลากซุงเมื่อก่อนนั้น มันเป็นช้างของเสี่ยกำธรที่เมืองน่าน และเป็นพ่อของยัยนุจรี เมียเก่าของอาวัฒน์แกนั่นแหล่ะ

หลังจากที่เสี่ยกำธรเข้าไปสัมปทานไม้สักที่ไซยะบุรี แล้วให้อาวัฒน์แกไปล้มไม้นั้น อาวัฒน์ของแกก็ไปพาอาสะใภ้คนนี้มาเป็นเมียเก็บ แอบซ่อนเอาไว้อยู่ที่ไร่แสงจันทร์นี่ยังไงหล่ะ จนอาลี่ตั้งท้องขึ้น เรื่องจึงแดง เมื่อเขาล่วงรู้ ทางเรากับเสี่ยกำธรก็เกิดเรื่องบาดหมางใจกัน ด้านเจ้าอัครเดชพี่ชายของยัยนุจรีนั่นก็โมโหเจ้าวัฒน์ จะเอาเรื่องอาแกที่ทำกับน้องสาวเขา ถือปืนมาขู่อาแก ดันมาโดนอาแกต่อยจนแทบสลบ

กระทืบแทบม้ามแตก  ก็เลยเป็นเหตุให้แตกหักกันเลยทีนี้ ช้างงานที่เราใช้งานอยู่ในปางไม้ 8เชือกก็เป็นของเสี่ยกำธร ทางเขาตัดขาด จึงมาเอาช้างงานของเขากลับคืนเมืองน่าน เท่ากับว่าที่ปางไม้ของเราเหลือช้างใช้งานแค่ 10เชือก แล้วมันจะไปพออะไรหล่ะ

พ่อเลี้ยงพัฒนาอธิบายลูกชายถี่ยิบ แล้วยกแก้วน้ำมาดื่มลงคอ  ก่อนที่คุณเด่นชาติจะอมยิ้มหันหน้ามามองคุณอนุวัฒน์ แล้วเอ่ยขึ้นว่า แหม อาวัฒน์นี่ก็ร้ายใช่เล่นเลยนะครับ ไม่เบาจริงๆเลย ขนาดผมเป็นหนุ่มผมยังอายอาเลย 5555 เมื่อถูกหลานชายพูดหยอกแซว คุณอนุวัฒน์กับอาลี่ถึงกับอายสีหน้าแดงก่ำ

ก่อนที่คุณเด่นชาติจะถามกลับมายังคุณอนุวัฒน์ มาว่า ว่าแต่อาจะไปเอาช้างงานเมืองตองยีกับผมมั้ยครับ สิ้นคำถามของคุณเด่นชาติ คุณอนุวัฒน์รีบเอ่ยตอบมาว่า ตอนนี้อาสะใภ้กำลังท้องแก่ใกล้คลอด 3วันดี 4วันไข้ อาคงไปกับแกไม่ได้หรอกชาติเอ้ย อีกอย่างอากำลังจะเดินทางไปอยู่เชียงดาวกับอาสะใภ้อาทิตย์หน้าแล้ว อาคงไปไม่ได้หรอกนะ เห็นทีแกคงต้องไปกับคนงานที่ปางไม้แล้วแหล่ะ

เดี๋ยวอาจะขอแรงไอ้เริงเพื่อนของอา ที่เป็นตำรวจตระเวนชายแดนให้ ได้ข่าวว่าปีนี้มันเลื่อนยศเป็นผู้กองแล้ว  คุณอนุวัฒน์เอ่ยบอกคุณเด่นชาติเสียงเรียบ  คนในปางไม้ของเราก็มีเยอะอยู่ เดี๋ยวพ่อจะบอกให้พวกไอ้หมาน ไอ้กราด มันบอกเด็กๆในปางให้เตรียมตัวกันไว้ พ่อเลี้ยงพัฒนาเอ่ยบอกลูกชายทันที

เอาเป็นว่าเดี๋ยวผมจะสั่งให้พ่อตาของผมไปตาม พรานเฮือง และพรานโหน่ยที่เมืองไซยะบุรีมาช่วยแล้วกัน อย่างน้อยๆพวกเขาก็มีประสบการณ์ในการเดินป่า คุณอนุวัฒน์เอ่ยบอกพ่อเลี้ยงพัฒนาเสียงเข้ม เอาเป็นว่า ต้นอาทิตย์หน้า เตรียมเดินทางขึ้นเมืองตองยีไปเอาช้างงานเลยนะเจ้าชาติ

จะมัวชักช้าไม่ได้ เพราะเราจำเป็นต้องใช้งานช้างอย่างเร่งด่วน ในงานล้มไม้ที่แม่สะเรียง พ่อเลี้ยงพัฒนาเอ่ยบอกคุณเด่นชาติผู้เป็นลูกชายทันที ด้านแม่เลี้ยงแสงจันทร์นั้นได้แต่นั่งมองตาปริบๆ เพราะมิอยากให้ลูกชายคนเล็กต้องไปตกระกำลำบากในป่าในดง ดินแดนพม่ารัฐฉาน แต่ก็มิอาจจะขัดขวางความต้องการของสามีได้ 


          ในตอนนี้ ด้านปู่ฮวดของผมนั้น ได้รับการสั่งการจากพ่อเลี้ยงพัฒนา ให้นำเงินประมูลตัดไม้ที่ประกวดราคากับทางการป่าไม้ของอำเภอแม่สะเรียง ไปวางเป็นมัดจำโครงการสัมปทานไม้ให้ก่อนในงวดที่ 1 เป็นจำนวนเงิน 8หมื่นบาท โดยที่ปางไม้มีการทำสัญญาการแบ่งจ่ายให้แก่ทางการป่าไม้ของรัฐ โดยแบ่งออกเป็น 2งวด ซึ่งปู่ฮวดได้เดินทางจากเมืองแพร่ ไปกับคุณปราโมทย์ ทนายคู่ใจพ่อเลี้ยงพัฒนา หอบเงินมัดจำสัมปทานไม้  ไปกัน 2คนด้วยรถแลนด์โรเวอร์

ซึ่งเมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่การป่าไม้แม่สะเรียงต่างต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี ได้มีการจัดที่พักและอาหารการกินให้กับปู่ฮวดและคุณปราโมทย์อย่างพร้อมสัพ  บรรยากาศของช่วงปลายเดือนมกราคม เมืองแม่ฮ่องสอน มีสภาพอากาศค่อนข้างหนาวเย็น และมีเค้าของฝนหลงฤดู ตามลักษณะแห่งเมือง 3หมอก ทางเจ้าหน้าที่การป่าไม้ที่สนิทสนมกับคุณปราโมทย์ ได้จัดที่พักให้แก่ปู๋ฮวดของผมและคุณปราโมทย์

ให้พักที่บ้านพักของเจ้าหน้าที่การป่าไม้นั่นเอง  ช่วงเย็นก็มีการดื่มกินสังสรรค์กันบ้างเล็กน้อย ทั้งเหล้ายาปลาปิ้ง และในคืนนี้ที่วัดของหมู่บ้านที่อยู่ห่างออกไปจากสำนักป่าไม้แม่สะเรียงราวๆ 1กิโลเมตรเศษ มีการจัดงานสมโภชญ์ฉลองยกช่อฟ้าหอระฆังวัด มีการจัดหาหนังกลางแปลงมาฉายฉลองสมโภชน์ ซึ่งหนังกลางแปลงสมัยก่อนนั้น จะมีเพียงแต่ภาพจากฟิล์ม ส่วนเสียงพากษ์ จะได้จากเสียงนักพากษ์ประจำรถฉายหนังนั่นเอง  

เอ็งอยากดูหนังกลางแปลงมั้ยวะไอ้ฮวด คุณปราโมทย์เอ่ยถามปู่ฮวด แหม อยากดูซิครับคุณโมทย์ ปู่ฮวดเอ่ยบอก เอาเป็นว่าถ้าเหล้าหมดโขงนี้ ฉันจะพาแกไปดู คุณปราโมทย์เอ่ยบอกปู่ฮวดอีกครั้ง  เมื่อปู่ฮวด คุณปราโมทย์ และเจ้าหน้าที่การป่าไม้แม่สะเรียงอีก 2คน พากันดื่มเหล้าจนหมดสิ้นแล้ว ทั้งหมดจึงโดดขึ้นรถแลนด์โรเวอร์ รีบบึ่งไปที่วัดท้ายหมู่บ้านที่อยู่ห่างออกไปนั้นทันที 
       

 แล้วทั้งคณะก็เดินทางมาถึงยังงานยกช่อฟ้าหอระฆังที่วัดแห่งนั้น แล้วทั้งหมดก็ได้นั่งปูเสื่อดูหนังกลางแปลงที่งานวัดนั้น ผู้คนที่มาชมหนังกลางแปลง มีอย่างหนาแน่น มากหน้าหลายตา มีพ่อค้าแม่ค้ามาขายของกินประเภทขนมไทยต่างๆ ข้าวซอย ขนมจีน เป็นต้น หนังฉายผ่านพ้นไปได้ราวๆ 2เรื่อง คุณปราโมทย์ก็ง่วงนอน

มีอาการอยากกลับมานอนที่บ้านพักสำนักงานการป่าไม้ แต่ว่า ด้านปู่ฮวดนั้นยังไม่อยากกลับ จึงขออยู่ดูหนังกลางแปลงต่อ โดยบอกให้คุณปราโมทย์ขับรถแลนด์กลับไปกับเพื่อนๆก่อน เดี๋ยวหนังเรื่องที่ 3จบ แกจะเดินกลับเอง ปูฮวดจึงได้บอกคุณปราโมทย์ไปว่าแกจำทางกลับได้ดี ไม่ต้องเป็นห่วง แล้วคุณปราโมทย์จึงได้บึ่งรถกลับมานอนที่บ้านพักของการป่าไม้  แล้วปู่ฮวดก็ได้นั่งชมหนังกลางแปลงต่อ โดยไปนั่งดูอยู่บนเสื่อปูนั่ง กับชาวบ้านเป็นชายชราในพื้นที่นั่นเอง
       

หนังกลางแปลงฉายเรื่องที่ 3ไปสักพัก ฝนหลงฤดูก็ทำท่าจะตก ร่วงลงเม็ด พร้อมกับมีเสียงฟ้าร้องคำรามลั่น ผู้คนที่นั่งดูหนังกลางแปลงต่างยืนขึ้น ลุกฮือ เตรียมตัวเก็บเสื่อปูนั่งเตรียมกลับบ้าน ด้านปู่ฮวดนั้น เมื่อเห็นท่าไม่ดีก็รีบยืนขึ้น แล้วรีบออกควบเดินจ้ำอ้าว เพื่อที่จะกลับมานอนที่บ้านพักการป่าไม้ ที่คุณปราโมทย์ได้กลับมานอนก่อนแล้วนั้น สายฝนเริ่มร่วงลงเม็ดเบาๆ การเดินทางกลับของปู่ฮวดนั้น เป็นไปอย่างเร่งรีบ ปะปนกับคนพื้นทีที่เร่งเดินทางกลับหนีจากสายฝนนั้นเช่นกัน เดินมาสักพักหนึ่ง ก็ปรากฏว่าคนพื้นที่ละแวกนั้นได้เข้าบ้านเรือนหายไปจนหมดสิ้น จะเหลือแต่เพียงปู่ฮวดเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่เดินอย่างโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางความมืดมิด กับกระบอกไฟฉายขนาด 4ท่อนที่ติดตัวเท่านั้น ที่มีแสงระเรื่อเนื่องจากกำลังไฟใกล้หมด